Title: มังกรจันทรา : 月亮龙 [1]
Author: Nina*
Paring: Piao Can Lie x Jin Zhong Ren
Rate: PG-15
Author’s note

 
 
*

ใต้มนต์จันทรา

 

พานพบเพื่อ...ลา

มาพบเพื่อ...จาก

พบรักเพื่อ...พราก

จากลาเพื่อ...จำ



ท้องนภาดำมืดไร้ดวงดาราประกายแสง มีเพียงจันทราสว่างนวลลอยนิ่งทอแสงอยู่เพียงโดดเดี่ยวท่ามกลางหมู่เมฆสีคล้ำ แสงนวลต้องประกายใบหน้าคมคายที่เรียบเฉยไร้อารมณ์ ร่างสูงสง่าของบุตรชายคนเล็กตระกูลผู่ยืนเหม่อมองเงาสะท้อนของดวงจันทร์บนผืนน้ำดำสนิท แผ่นน้ำในบ่อที่เชื่อมต่อไปถึงห้วงน้ำใหญ่นอกชายฝั่งทะเลใต้นิ่งสงบเฉกเช่นเดียวกับใบหน้าสง่างาม มีเพียงเงาเสมือนของดวงจันทราแลต้นไม้ใหญ่น้อยรอบสระเท่านั้นที่เคลื่อนไหว

 

คุณชายผู่ทอดถอนลมหายใจหนักหน่วงระบายน้ำหนักที่ถ่วงอยู่ในอกให้ไหลออกมา ราวกับจะช่วยคลายความกังวลภายในจิตใจไปได้บ้าง ความขุ่นมัวภายในจิตใจที่เกิดขึ้น เป็นเพราะความฝันที่เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายราตรี สิ่งที่เกิดขึ้นในห้วงคณึงคิดเป็นภาพพร่ามัวของใครสักคนที่ยืนห่างออกไป เส้นผมดำขลับยาวถึงกลางหลังปิดบังรูปร่างให้ไม่อาจเดาว่าเป็นสตรีหรือบุรุษ มีเพียงเสี้ยวหน้าที่ยอมให้เฝ้ามอง

 

ในฝัน...แม้อยากเรียกชื่อให้หันมาสักเพียงใด ก็มิอาจเอื้อนเอ่ย เพราะท่านนั้นชื่อกระไรเล่า? ข้าเองยังไม่อาจรู้ได้เเลย

 

“เจ้าเป็นใครกันนะ...”

 

ช่านเลี่ยได้แต่เพียงพึมพำอยู่กับตัวเองด้วยแก้ปัญหาไม่ตกเสียที

 

ตั้งแต่เกิดมาเป็น ‘คุณหนู’ จวบจนเติบใหญ่เป็น ‘คุณชาย’ ที่น่าภาคภูมิใจของตระกูล ผู่ช่านเลี่ยมีพร้อมสรรพทุกสิ่งไม่เคยขาด ทั้งรูปกาย สินทรัพย์ ปัญญา มิตรสหายและสตรี ล้วนมีให้ใช้สอยไม่เคยขาด แต่ไม่เคยมีใครที่ทำให้จิตใจสับสนว้าวุ่นได้เท่านางในฝันผู้นั้น

 

ถึงจะใช้คำว่านางในฝัน แต่ช่านเลี่ยก็ไม่เคยได้พินิจพิจารณาใบหน้าของผู้ที่ทำให้ตนตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้ให้เต็มสายตาเลยสักครั้ง มีเพียงริมฝีปากก่ำชาดรางเลือน และกลิ่นหอมประหลาดเท่านั้นที่ฝังลึกอยู่ในความทรงจำอันพร่ามัว

 

ไม่รู้กี่ราตรีต่อกี่ราตรีแล้วที่ช่านเลี่ยเอาแต่หมกหมุ่นอยู่กับเรื่องความฝัน แต่ไม่รู้จะเอาความในใจไปปรึกษาผู้ใดได้ เพราะกลัวว่าจะโดนเยาะเย้ยถึงความเขลาของตน ที่มีหญิงสาวรูปงามและเพียบพร้อมมากมายรายล้อม แต่กลับไปหลงใหลคลั่งไคล้ถึงนางที่ไม่มีตัวตนจริง ราวกับเด็กหนุ่มแรกรุ่นอย่างไรไม่มีผิด ได้แต่มานั่งถอดถอนอารมณ์อยู่ที่ศาลาจีนในเขตสวนตระกูลผู่

 

สระบัวใหญ่ที่มีอาณาเขตเชื่อมกับทะเลใต้นั้นยังคงเป็นประกายระยิบระยับสวยงาม แม้จะเป็นยามราตรี แต่เพราะว่าเป็นเวลาดึกสงัดเช่นนี้แล้วเอง ช่านเลี่ยถึงได้ชอบออกมานั่งเล่นคิดอะไรอยู่เพียงผู้เดียวอยู่เป็นประจำตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว

 

สระบัวสวยงามที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ความรักและความคิดถึงต่อ ‘ผู่เหลียนฮวา’ นางอันเป็นที่รักของประุมุขแห่งตระกูลผู่ หรือก็คือท่านแม่ของช่านเลี่ยนั่นเอง เพราะเรื่องเล่าปากต่อปากของบรรดาคนรับใช้ในบ้านที่ลือกันหนาหู ว่ามักจะเห็นนายหญิงผู้ล่วงลับมานั่งบรรเลงเพลงขลุ่ยเสียงเศร้าบาดลึกอยู่ที่ศาลาริมสระเป็นประจำ นั่นเป็นเหตุที่ทำให้ช่านเลี่ยในวัยเด็กที่เพิ่งสูญเสียผู้เป็นมารดาไป ร้อนรนและดื้อดึงมานั่งรอมารดาอยู่ที่นี่จนเช้าเ็ป็นเวลาหลายต่อหลายปี แต่ช่านเลี่ยก็ไม่เคยได้พบอดีตนายหญิงผู้จากไปหรือใครที่คล้ายคลึงจนเป็นต้นเหตุของเรื่องที่ทำให้ไม่มีใครยอมเฉียดกรายมาใกล้บริเวณนี้เลยสักครั้ง

 

เคยคิดอยู่เหมือนกันว่าอาจเป็นใบไผ้มากมายที่ขึ้นอยู่รอบสระ กอปรกับความมืดที่ทำให้บรรดาคนรับใช้ิคิดไปเองกระมัง เพราะหลายต่อหลายปีจนถึงบัดนี้ ก็ไม่เคยมีใครอยู่บริเวณนี้นอกจากตัวเอง

 

เสียงไผ่ล้อลมที่พัดเอื่อยมาคลอเคลียตามใบหน้า ทำให้คุณชายผู่ยกเลาขลุ่ยในมือขึ้นมา ขลุ่ยไม้ไผ่ที่เคยได้รับจากผู้มารดาเมื่อยังเยาว์ เป็นเครื่องดนตรีชิ้นโปรดในบรรดาเครื่องดนตรีหลากหลายชนิดที่ช่านเลี่ยได้รู้จักเรียนรู้ เสียงนุ่มนวล ทว่าหนักแน่นของมันทำให้ช่านเลี่ยนึกถึงมารดาอันเป็นที่รักทุกครั้งที่ได้บรรเลงออกมา

 

หากแต่ในเวลานี้ ช่านเลี่ยกลับเลือกที่จะเล่นบทเพลงด้วยอารมณ์สเน่หาต่อนางในฝันที่ไม่เคยพบพาน

 

月亮在我窗前荡漾

จันทราลอยเด่นนอกบานหน้าต่าง

投进了爱的光芒

กลืนไปกับแสงโชติช่วงของความรัก

我低头静静地想一想

ฉันก้มหน้าครุ่นคำนึงอย่างเงียบงัน

猜不透你心肠

มิอาจคาดเดาได้ถึงใจเธอ

好像今晚月亮一样

ช่างคล้ายดั่งจันทราราตรีนี้

忽明忽暗 又忽亮 啊

เดี๋ยวสว่าง หม่นมัว เดี๋ยวสุกใส โอ...

到底是爱 还是心慌 啊 月光

ที่แท้คือความรักหรือความหวั่นไหวกันแน่ หนอ จันทรา

月夜情境像梦一样

บรรยากาศแห่งคืนจันทร์ดุจความฝัน

那甜梦怎能相忘

ฝันหวานเพียงนั้น จะลืมเช่นไร

细语又在身边荡漾

 เสียงกระซิบยังแผ่วแว่วอยู่ข้างกาย

怎不叫我回想

 จะมิให้หวนอาลัยคงไร้หนทาง

我怕见那月亮光

ฉันกลัวพบแสงจันทราส่อง

抬头忙把窗帘拉上 啊

แหงนมองร้อนรนปิดม่านหน้าต่าง โอ...

我心儿醉 心儿慌 啊 月光

ใจฉันงมงาย ใจฉันไหวหวั่นเหลือเกินแล้วจันทรา

 

月光小夜曲 (Moonlight Serenade) -- ฉบับขับร้องโดย ไช่ฉิน

 

“ข้าเป็นเอามากเสียแล้วสิ” ช่านเลี่ยรำพึงกับตัวเอง

 

เห็นทีข้าอาจจะต้องหาภรรยามาตบแต่งเสียให้เป็นเรื่องราว จักได้เลิกฟุ้งซ่านอะไรเช่นนี้เสียที

 

ช่านเลี่ยเคยไปเข้าหอนางโลมเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ หมายจะปลดพันธนาการจากความคิดถึงรุนแรงจากห้วงความฝันได้บ้าง แต่หลายต่อราตรีที่เหล่าคณิกาชั้นเลิศก็ไม่อาจใช้เสน่ห์น่ามองและจริตงดงามของพวกนางแบ่งเบาอารมณ์รุนแรงของตนไปได้เลย แม้นช่วยปลดเปลื้องทางกาย แต่จิตใจกลับพะว้าพะวงคิดถึงแต่รอยยิ้มอ่อนหวานและกลิ่นหอมประหลาดจากฝันเช่นเดิม

 

"ฤาตัวข้าจะไม่มีวาสนาได้รู้ว่าเจ้าเป็นผู้ใดกันนะ?"

 

รำพันทิ้งท้ายไปกับสายลมและสายน้ำเรื่อยนิ่ง ใจภาวนาถึงผู้มารดา บรรพชน และเหล่าเทพาอารักษ์ ได้โปรดเมตตาลูกหลานผู้ขลาดเขลาคนนี้ด้วยเถิด

 

พลันลับตาปลายผ้าของคุณชายผู่ที่เดินทางกลับเรือน แผ่นน้ำสีราตรีที่เคยนิ่งสงบก็กลับสั่นระริกเป็นคลื่นไหว ฟองอากาศผุดพรายขึ้นกลางสระบัว ค่อยรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกอดอกบัวรอบบริเวณเริ่มแตกกระจาย ก่อนที่จะปรากฏเป็นร่างของชายหนุ่มเจ้าของเส้นผมดำขลับและแววตาเศร้าสร้อยที่เหนือผืนน้ำ

 

"ผู่ช่านเลี่ย..."

 

To be con

Comment

Comment:

Tweet