Title: มังกรจันทรา : 月亮龙 [2]
Author: Nina*
Paring: Piao Can Lie x Jin Zhong Ren
Rate: PG-15
Author’s note: จงเหรินมาแล้ว :)


*


บุตรแห่งราชันย์


พานพบเพื่อ...ลา

มาพบเพื่อ...จาก

พบรักเพื่อ...พราก

จากลาเพื่อ...จำ


เรื่องเล่าตำนานขับขานเกี่ยวกับมังกรมีมากมายจนนับไม่ถ้วน แต่เรื่องราวโดยมาก มักเป็นเรื่องราวของบรรดามังกรฟ้า (ชิงหลง) ผู้เรืองฤทธิ์ สามารถแสดงอิทธิปาฏิหารย์ให้เป็นที่ประจักษ์ จนเป็นที่เคารพกราบไหว้ให้แก่บรรดาชนชาวพื้นพิภพ ฉะไหนเลยมังกรลี่หลงเล็กๆ จะได้รับการจดจำจากเหล่ามนุษย์ได้ แม้จะเป็นมังกร หากแต่ต่ำศักดิ์กว่านัก ถึงจะเป็นสายเลือดขัตติยะของพญามังกร แต่ด้วยศักดิ์ก็เป็นเพียงมังกรบ้าน ผู้ทำหน้าที่ปกปักษ์รักษาผืนน้ำเท่านั้น


"คิดอะไรอยู่หรือ น้องข้า"


จงเหรินสะดุ้งไหวเมื่อกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย แล้วถูกขัดจังหวะด้วยเสียงที่แม้จะไม่ดังจนเกินรับไหว แต่ก็ไม่ทันได้ตั้งตัวจนเกือบหล่นจากโขดหิน


"ท่านพี่...ท่านทำข้าตกใจ ใยท่านมาไม่ให้สุ้มเสียงเช่นนี้"


สตรีในชุดไหมสีอ่อนได้ยินคำต่อว่าเช่นนั้นแล้วก็หัวเราะเสียงใส เอนตัวลงพิงกับโขดหินที่ผู้เป็นอนุชาจับจองเป็นที่นั่ง ก่อนจะเอ่ยตอบคำถามจากปากน้องชายที่รออยู่


"เจ้าเองใจลอยไปถึงเมืองมนุษย์แล้วกลับมาต่อว่าข้าอย่างนั้นหรือ? เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าทำสายตาเช่นไรมากว่าครึ่งชั่วยาม? ข้ามายืนมองเจ้าอยู่หลายเพลาแล้ว"


ได้ยินคำของขนิษฐาแล้ว จงเหรินก็ได้แต่ก้มหน้างุด เอ่ยปากขออภัยจากหญิงสาวร่วมสายเลือด ที่บัดนี้หัวเราะอย่างอารมณ์ดีกับสีหน้าเขินอายจากผู้เป็นน้อง


จินจงเหริน บุตรชายคนสุดท้องของพระบิดาแห่งทะเลตงไห่ รูปงามเฉกเช่นบุรุษหนึ่งจะงามได้ ผิวสีเข้มเป็นประกายอันคงเอกลักษณ์ของชาวน้ำ ดวงตากลมสีเข้มทอประกายสวย หากแต่แสนเศร้า ถอดพิมพ์เดียวกับพระมารดาผู้อ่อนโยนมามิมีผิดเพี้ยน อุปนิสัยก็เรียบง่าย ไม่มีงอแง เอาแต่ใจ หรือก่อเรื่องวุ่นวายให้เสียหาย แม้ดูแล้วจะไม่แข็งแกร่งนัก แต่ก็เยี่ยมยุทธ์ ทั้งบุ๋นและบู๊ แต่เจ้าตัวก็ไม่ใคร่อยากแสดงเพื่อโอ้อวดให้มากนัก ถึงขั้นไม่ออกแรงอะไรเกินจำเป็นด้วยซ้ำ หากไม่ได้โดนรบเร้าหนักหนา หรือถึงคราวจำเป็น


โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่กุ้ยจูรู้สึกเป็นห่วงอนุชาเสียเหลือเกิน นอกจากอาการเหม่อลอย ชอบรำพึงรำพันอะไรอยู่คนเดียว แถมยังชอบขึ้นไปปรากฏกายเหนือผืนน้ำอยู่บ่อยครั้งนั่นเสียอีก


จงเหรินกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก


ไม่ใช่ว่าจะดูออกเลยในทันที เพียงแต่คาดเดาและสงสัยเท่านั้นว่าใครกันที่เป็นเจ้าของหัวใจของจงเหริน จนเมื่อแอบสืบจนทราบความจริงนั่นล่ะ กุ้ยจูถึงกับสบถคำหยาบที่หากพระมารดามาได้ยินเข้า คงได้โดนบิดหูจนบวมช้ำเป็นแน่ (แม้ว่าท่านแม่จะอ่อนหวานมากก็ตาม)


จงเหรินหลงรักมนุษย์ ซ้ำยังเป็นบุรุษเพศเช่นเดียวกันเสียนี่


หาใช่รังเกียจผู้เป็นอนุชาไม่ เพียงแต่ไม่เคยคิดฝันว่าจงเหรินจะพึงใจในบุรุษมาก่อน ถึงจะสุภาพผิดกับพระเชษฐาลิงทะโมนทั้งหลายนั่น แต่ก็ไม่เคยประพฤติตนผิดแปลกไปแต่อย่างใด จนถึงยามนี้ จงเหรินก็ยอมเปิดปากเล่าเรื่องราวให้ได้ฟังแล้ว กุ้ยจูก็ยิ่งสงสารอนุชาคนสุดท้องเป็นเท่าทวี


ผู่ช่านเลี่ย บุตรชายคนเล็กตระกูลผู่ ตระกูลขุนนางใหญ่ ผู้เป็นกำลังหลักสำคัญให้แก่แผ่นดินต้าซ่ง รูปงามราวกับเทพบุตร วรยุทธ์ก็ล้ำเลิศ เฉกเช่นเดียวกับสติปัญญา หนำซ้ำยังอุปนิสัยดี มีหญิงสาวมากมายรายล้อมให้ได้เลือก...จะหลงรักบุรุษทั้งที ทำไมเจ้าไม่รู้จักหลงรักพวกชาวประมงไม่มียศ ไม่มีศักดิ์นะ!?


จะหาว่ากุ้ยจูสนับสนุนให้พระอนุชาตาต่ำก็ย่อมได้ แต่เลือดขัตติยะแห่งราชันย์มังกรหลี่หลง ก็มิได้เหนือไปกว่าขุนพลคนสำคัญของฮ่องเต้สักเท่าใด จะให้ไปฉุดคร่ามาให้เสียเฉยๆ ก็กลายเป็นเรื่องลำบากจนกุ้ยจูอาจจะโดนท่านแม่ผู้อ่อนโยนฟาดด้วยไม้เรียวปะการังเอาได้ โทษฐานไปก่อความวุ่นวายให้กับการเมืองของโลกเบื้องบน


"เจ้าจะไม่ปรากฏตัวให้เขาเห็นจริงๆ หรือ? จงเหริน"


กุ้ยจูมองใบหน้าของอนุชาสั่นไปปฏิเสธแล้วก็ขัดอกขัดใจขึ้นมาเสียจริง


"แต่เจ้าก็ทำให้เขาว้าวุ่น! เจ้าก็รู้มิใช่หรือ หากชาวเราไปมีจิตปฏิพัทธ์มนุษย์ผู้ใดแล้ว จิตของเราจะไปผูกอยู่กับมนุษย์ผู้นั้น ดูจากสภาพของคุณชายผู่แล้วนั่น ก็คงกระวนกระวายถึงเจ้าไม่ต่างกันดอก"


ฟังคำของกุ้ยจูแล้วก็หน้าหมอง จริงอย่างที่พระขนิษฐาพูดไม่ผิดเพี้ยน ตั้งแต่ที่รู้ใจตัวเองว่าแอบไปหลงรักคุณชายเมืองมนุษย์เขาเสียแล้ว ก็ไม่อาจห้ามตัวเองได้เลย เอาแต่เวียนวนขึ้นไปอยู่เหนือน้ำ เพียงเพื่อเฝ้ามองใบหน้าของคุณชายช่านเลี่ยเท่านั้น รู้ทั้งรู้อยู่ว่าการกระทำเช่นนี้ไม่เกิดผลดีต่อทั้งตัวเองและคุณชายผู่เลยสักนิด จนแล้วจนรอด เวทย์มนต์ใต้อำนาจแห่งดวงจันทร์ก็เกิดขึ้นจนได้


หลายราตรีที่เฝ้าฝันว่าได้พบและผูกสัมพันธ์กับช่านเลี่ย ยิ่งเพิ่มทวีความปรารถนาอยากจะพูดคุย อยากจะได้สนทนากันสักครั้ง นั่นยิ่งทำให้จิตของช่านเลี่ยถูกผูกเข้ากับจิตของตนแน่นหนาขึ้นอีก ท่าทีร้อนรนและถ้อยคำรำพึงรำพันของช่านเลี่ยก็เข้าใจได้ไม่ยากว่าอีกฝ่ายเองก็ฝันถึงตนเช่นกัน หากแต่คงไม่รุนแรงและเป็นรูปธรรมเท่าที่ตนได้สัมผัส อาจเป็นเพียงภาพเลือนรางของตนที่ทำให้ช่านเลี่ยทุรนทุรายด้วยความกระหายใคร่รู้ว่าใครกันในที่เข้ามาแทรกในจิตอยู่ทุกขณะฝัน


“ข้าไม่รู้ว่าควรต้องทำเช่นไรแล้ว พี่กุ้ยจู”


"จงเหริน..."


"ข้าอยากพบ ข้าอยากพูดคุย ข้าอยากสัมผัส ข้าหลงรักผู่ช่านเลี่ยจนมิเป็นทำการอันใดแล้ว ในใจข้านึกถึงแต่เพียงคุณชายผู่ ไม่ว่าจะกิน จะนอน จะทำสิ่งใด ข้าก็นึกถึงแต่ใบหน้าของคุณชายผู่ ข้าทรมาน พี่กุ้ยจู...ข้าทรมานที่ไม่อาจเคียงคู่กับคุณชายได้"


น้ำเสียงเศร้าสร้อยของพระอนุชาทำให้กุ้ยจูต้องรวบตัวอนุชาที่สูงกว่าตนอยู่หลายคืบเข้าปลอบประโลมราวกับอีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กน้อย แต่มองหน้าของจงเหรินในตอนนี้แล้ว ก็มิต่างอะไรจากเด็กน้อยที่ไม่รู้จะหาทางออกให้ตนเองเช่นไรดีจริงๆ นั่นล่ะ


“หากเจ้าอยากพบเขานัก ก็ขึ้นไปหาเขาเสียสิ...จะแอบมองอยู่ห่างๆ ไปเพื่อกระไร คุณชายผู่ก็คงอยากพบเจ้ามิต่างกัน ข้าไม่เห็นผิดประการใด หากว่าเจ้าจะทำตามหัวใจเรียกร้อง”


“แต่พี่กุ้ยจู...ท่านก็รู้ว่าข้าทำตามใจเช่นนั้นไม่ได้ ท่านพ่อคงไม่เห็นด้วย”


“ข้าก็ไม่ได้บอกให้เจ้าขออนุญาตท่านพ่อเสียหน่อย” จงเหรินสะบัดหน้ามามองใบหน้าของหญิงสาวที่อาวุโสกว่าด้วยความตกใจ


“จะให้ข้าแอบขึ้นไปเช่นนั้นหรือ?”


“ก็แล้วที่เจ้าแอบขึ้นไปมองเขามันต่างกันตรงไหน?”


“นั่น...นั่นข้าไม่ได้ปรากฏกายให้คุณชายผู่เห็น”


"เพียงพบปะพูดคุยกันเท่านั้นเอง"


ที่หญิงสาวพูดฟังดูง่ายดายนัก แต่ทั้งที่นางก็รู้อยู่เต็มอก ว่าจงเหรินติดอยู่ในบ่วงเสน่หาแน่นหนาเพียงใด ไหนเลยจะห้ามมิให้ใจของตนถลำลึกไปมากกว่าสัมพันธ์ฉันท์มิตรได้


ไม่มีกฏข้อใดห้ามไม่ให้บรรดามังกรผูกมิตรกับชนเผ่าอื่น แต่เป็นข้อห้ามสูงสุดที่เหล่าชาวมังกรจะไปมีความสัมพันธ์ฉันความรักกับเผ่าอื่นมิได้ ยิ่งเป็นเชื้อพระวงศ์อย่างจงเหรินด้วยแล้วไซร้ แม้จะไม่มีภาระหน้าที่ใดๆ ผูกมัดให้ต้องรับผิดชอบบัลลังค์ในอนาคต แต่ก็มิใช่เรื่องสมควรสักนิด


ซ้ำร้าย...โทษของการละเมิดกฏยิ่งรุนแรงนัก แต่เสียงเรียกร้องมันรุนแรงยิ่งกว่า จงเหรินเพิ่งจะเข้าใจบรรดาเพื่อนพ้องร่วมเผ่าพันธุ์ที่ยอมละทิ้งกฏของนายเหนือหัวเข้าก็วันนี้


"แต่ข้าขอสั่งห้ามไม่ให้เจ้าทำสิ่งใดเกินเลยกับคุณชายผู่! ข้ามิอยากเสียอนุชาสุดที่รักไป โดยที่ข้าเป็นต้นเหตุหรอกนะ จงเหริน"


ราวกับกุ้ยจูอ่านความคิดของอนุชาคนโปรดที่ก้มหน้านิ่งครุ่นคิดเรื่องราวที่นางเพิ่งเอ่ยปากสนับสนุนหนทางอันตรายที่อาจถึงแก่ชีวิตให้ไป กุ้ยจูชักไม่แน่ใจเสียแล้ว ว่าสิ่งที่นางกล่าวออกไป มันจะดีกว่าการปล่อยให้จงเหรินซึมเศร้าอยู่เช่นนี้จริงๆ หรือไม่


"ผู่ช่านเลี่ย...เป็นบุตรชายตระกูลขุนนางใหญ่ สักวันจักต้องเข้าเรือนหอกับสตรีที่เหมาะสม และเจ้าเองก็เป็นถึงองค์ชาย เจ้าเข้าใจสิ่งที่ข้าจะสื่อหรือไม่? จงเหริน"


"พี่กุ้ยจู..."


"ข้าไม่รังเกียจเจ้า และข้าอยากให้เรื่องราวของเจ้าเริ่มต้นได้ง่ายดายกว่านี้ แต่ข้าเองก็อยากเตือนเจ้าเอาไว้เท่านั้น"


"ข้าเข้าใจ ท่านพี่"


"ข้าจะช่วยปิดเรื่องนี้ให้เอง แต่โปรดจำคำของพี่เอาไว้ จงเหริน อย่าถลำลึกจนเกินกว่าจะตัดใจ เพราะเมื่อนั้น ทั้งเจ้า ทั้งคุณชายผู่ แม้แต่ข้าเอง คงต้องเสียน้ำตา"


จงเหรินพริ้มตารับคำเตือนของพระขนิษฐา โอบกอดร่างบอบบางที่คอยดูแลตนมาตั้งแต่เล็กให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขยับริมฝีปากรับคำว่าจะไม่ทำให้นางต้องเสียน้ำตา แม้ว่าในใจจะสั่นไหวว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากความสุขชั่วครู่ชั่วคราวนี้ คงเป็นจุดจบที่หากเลือกได้ ก็ไม่อยากจะให้เกิดขึ้นเลย


To be con

Comment

Comment:

Tweet